COP31 เริ่ม 9 พ.ย.: เมื่อ “ราคาคาร์บอน” กำลังมาถึงโรงงานไทย ลดคาร์บอนจากระบบลมอัดได้ทันทีอย่างไร

การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ COP31 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2569 ที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี โดยออสเตรเลียทำหน้าที่ประธานฝ่ายการเจรจา ก่อนหน้านั้นในเดือนตุลาคม 2569 คณะรัฐมนตรีของไทยได้เห็นชอบกรอบการเจรจาสำหรับ COP31 และ COP32 ซึ่งย้ำเป้าหมาย Net Zero ของประเทศภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ประเด็นที่ใกล้ตัวที่สุดคือ ราคาคาร์บอน ซึ่งกำลังเปลี่ยนจากแนวคิดบนกระดาษ มาเป็นต้นทุนจริงของการผลิต

โรงงานที่เริ่มวัดและลดการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่วันนี้ จะได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนพลังงานและการรักษาลูกค้าในห่วงโซ่อุปทานที่เข้มงวดขึ้นทุกปี บทความนี้สรุปว่าราคาคาร์บอนจะมาถึงโรงงานไทยผ่านช่องทางใด และระบบลมอัดซึ่งเป็นหนึ่งในจุดใช้ไฟฟ้าใหญ่ของโรงงาน ช่วยลดคาร์บอนได้ทันทีอย่างไร

ราคาคาร์บอน มาถึงไทยเมื่อไหร่ ไทม์ไลน์และวิธีลดคาร์บอนจากระบบลมอัด

ราคาคาร์บอน คืออะไร ทำไมโรงงานต้องสนใจ

ราคาคาร์บอน คือการทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมี “ต้นทุน” ที่ผู้ปล่อยต้องจ่าย เพื่อจูงใจให้ลดการปล่อย ปัจจุบันมีเครื่องมือหลัก 3 แบบที่เกี่ยวข้องกับโรงงานไทย

  • ภาษีคาร์บอน เก็บจากเชื้อเพลิงที่ต้นทาง เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ต้นทุนนี้จะส่งผ่านมาถึงราคาพลังงานที่โรงงานจ่าย ไทยเริ่มก้าวแรกแล้ว โดย ครม. เห็นชอบเมื่อ 21 ม.ค. 2568 ให้ใส่ราคาคาร์บอน 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ไว้ในโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งรัฐระบุว่าไม่กระทบราคาขายปลีก
  • ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อย (ETS) กำหนดโควตาให้ผู้ปล่อยรายใหญ่ ใครปล่อยเกินต้องซื้อสิทธิเพิ่ม
  • มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน แบบ CBAM ของสหภาพยุโรป ซึ่งเข้าสู่ช่วงบังคับใช้จริงตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปต้องรับภาระต้นทุนคาร์บอนที่แฝงอยู่ในสินค้ากลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า โดยต้องซื้อและส่งมอบใบรับรอง CBAM ซึ่งแรงกดดันนี้จะส่งต่อมายังผู้ผลิตไทยที่ส่งออกสินค้ากลุ่มนี้

ราคาคาร์บอน กำลังเดินทางมาถึงไทยอย่างไร

ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของไทยมี 14 หมวด 205 มาตรา และบรรจุกลไกราคาคาร์บอนทั้งภาษีคาร์บอน ETS และกลไกปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการเมื่อ 2 ธันวาคม 2568 และ ณ เดือนตุลาคม 2569 ร่างยังอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ในปี 2570 ส่วนอัตราภาษีและรายละเอียด ETS จะกำหนดในกฎหมายลำดับรองภายหลัง

ช่วงเวลาสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
2569EU CBAM เข้าสู่ช่วงบังคับใช้จริง / ไทยเตรียมกรอบเจรจา COP31
2570รัฐบาลตั้งเป้าให้ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีผลบังคับใช้
2570–2571ช่วงเก็บข้อมูลเพื่อกำหนดภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ใน ETS
2572อาจเริ่มนำร่องระบบ ETS

กรอบเวลาปี 2570–2572 อ้างอิงข้อมูลของธนาคารโลก (Carbon Pricing Dashboard) และข่าวรัฐบาล ณ ตุลาคม 2569 เป็นการคาดการณ์ อาจเปลี่ยนแปลงได้

นอกจากนี้ เมื่อกลางเดือนตุลาคม 2569 ไทยยังได้รับเงินให้เปล่าจากธนาคารโลกราว 81.6 ล้านบาท แบ่งเป็นราว 68 ล้านบาทสำหรับศึกษาและออกแบบเครื่องมือราคาคาร์บอน (โครงการ PMI) และราว 13.6 ล้านบาทสำหรับแบบจำลองยุทธศาสตร์ระยะยาวสู่ Net Zero สะท้อนว่าการเตรียมระบบกำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

แม้โรงงานขนาดกลางและเล็กอาจยังไม่อยู่ใน ETS ระยะแรก แต่จะได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่าน ราคาพลังงานที่รวมต้นทุนคาร์บอน และข้อกำหนดของลูกค้าที่ขอข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของสินค้า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ อุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.โลกร้อน

ลูกค้าในห่วงโซ่อุปทานจะขออะไรจากโรงงาน

ก่อนที่กฎหมายในประเทศจะมีผลบังคับใช้ แรงกดดันที่โรงงานไทยหลายแห่งเจอแล้วในวันนี้มาจากลูกค้าและบริษัทแม่ โดยเฉพาะผู้ส่งออกไปยุโรป ญี่ปุ่น และบริษัทข้ามชาติที่ตั้งเป้า Net Zero ของตนเอง สิ่งที่มักถูกขอ ได้แก่

  • ข้อมูลการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยสินค้า เพื่อนำไปคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์
  • แผนลดการปล่อยที่มีเป้าหมายและตัวเลขชัดเจน ไม่ใช่เพียงนโยบายกว้างๆ
  • หลักฐานผลการดำเนินงานจริง เช่น ค่าไฟฟ้าก่อนและหลังปรับปรุง หรือผลการตรวจวัดจากผู้เชี่ยวชาญ

โรงงานที่ไม่มีข้อมูลเหล่านี้อาจเสียโอกาสในการประมูลงาน หรือถูกลดลำดับความสำคัญในฐานะซัพพลายเออร์ ดังนั้นการเตรียมตัวที่คุ้มค่าที่สุดจึงไม่ใช่การรอให้กฎหมายออก แต่คือการเริ่มเก็บข้อมูลพลังงานที่ตรวจสอบได้ และเลือกจุดลดคาร์บอนที่ให้ผลเร็วและวัดผลได้ชัดเจน

สำหรับโรงงานส่วนใหญ่ คาร์บอนจากไฟฟ้าที่ซื้อจากภายนอก (Scope 2) เป็นส่วนที่บริหารได้ง่ายที่สุด เพราะลดได้ทันทีจากการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเปลี่ยนกระบวนการผลิตหลัก

ทำไมระบบลมอัดคือจุดเริ่มต้นที่คุ้มที่สุด

ในโรงงานส่วนใหญ่ คาร์บอนจากการใช้ไฟฟ้าเป็นสัดส่วนหลักของการปล่อยทั้งหมด และระบบลมอัดเป็นหนึ่งในผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ ข้อมูลของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (U.S. DOE) ระบุว่าระบบลมอัดใช้ไฟฟ้าราว 10% ของไฟฟ้าทั้งหมดในภาคการผลิตของสหรัฐฯ และในบางโรงงานสูงกว่านั้นมาก ขณะที่พลังงานส่วนใหญ่ที่ใส่เข้าไปกลับสูญเสียไปกับลมรั่ว แรงดันที่ตั้งสูงเกินจำเป็น และความร้อนที่ถูกทิ้ง

ตัวอย่างการคำนวณ (ค่าประมาณ): เครื่องอัดอากาศขนาด 75 kW ทำงานเต็มพิกัดปีละ 6,000 ชั่วโมง ใช้ไฟฟ้าราว 450,000 kWh ต่อปี เมื่อคิดค่าการปล่อยของไฟฟ้าจากระบบสายส่งของไทยประมาณ 0.5 kgCO2e ต่อ kWh (ค่าอ้างอิง 0.4999 kgCO2e/kWh จากฐานข้อมูล Thai National LCI ที่ใช้ในการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร) จะเท่ากับราว 225 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หากลดการใช้ไฟได้ 20% จะลดคาร์บอนได้ราว 45 ตัน และประหยัดไฟฟ้าราว 90,000 kWh ต่อปี

รับมือ ราคาคาร์บอน ด้วย 4 วิธีลดคาร์บอนจากระบบลมอัด

1. ทำ Air Audit เพื่อวัดค่าฐาน

การลดคาร์บอนต้องเริ่มจากการวัด Air Audit คือการตรวจวัดการใช้ลมและไฟฟ้าจริงตลอดช่วงการผลิต ได้ทั้งตัวเลขคาร์บอนฐาน (Baseline) ที่ใช้รายงานลูกค้าหรือจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร และรายการจุดที่ควรปรับปรุงพร้อมผลประหยัดที่คาดว่าจะได้

2. ค้นหาและซ่อมจุดลมรั่ว

ลมรั่วเป็นความสูญเสียที่มองไม่เห็นแต่เกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง การสำรวจด้วยเครื่องตรวจจับเสียงอัลตราโซนิกแล้วซ่อมอย่างเป็นระบบ เป็นมาตรการที่ลงทุนน้อยและเห็นผลเร็วที่สุด

3. ลดแรงดันให้เหมาะกับงาน

หลายโรงงานตั้งแรงดันสูงเผื่อไว้มากเกินจำเป็น การลดแรงดันลงให้พอดีกับจุดใช้งานที่ต้องการแรงดันสูงสุด ช่วยลดพลังงานของเครื่องได้โดยไม่กระทบการผลิต

4. อัปเกรดเป็นเครื่อง VSD และนำความร้อนกลับมาใช้

เครื่องอัดอากาศ Ingersoll Rand แบบ VSD ปรับรอบมอเตอร์ตามความต้องการลมจริง ลดการเดินตัวเปล่าซึ่งเป็นการเผาพลังงานทิ้ง และเมื่อติดตั้งระบบ Heat Recovery ร่วมด้วย ความร้อนจากเครื่องสามารถนำไปทำน้ำร้อนใช้ในโรงงาน ลดการใช้เชื้อเพลิงจากหม้อต้มได้อีกทางหนึ่ง ดูแนวทางเพิ่มเติมที่ ใช้ปั๊มลมช่วยลด Carbon Footprint ในโรงงาน

คำถามที่พบบ่อยเรื่อง ราคาคาร์บอน (FAQ)

โรงงานขนาดกลางต้องเตรียมตัวเรื่องราคาคาร์บอนแล้วหรือยัง?
ควรเริ่มแล้ว แม้อาจยังไม่อยู่ใน ETS ระยะแรก แต่ต้นทุนพลังงานและข้อกำหนดของลูกค้าจะได้รับผลกระทบก่อน การมีข้อมูลการใช้พลังงานและคาร์บอนฐานที่แม่นยำช่วยให้ตอบลูกค้าได้ทันที

ลดคาร์บอนจากระบบลมอัดต้องลงทุนเครื่องใหม่เสมอหรือไม่?
ไม่จำเป็น มาตรการอย่างการซ่อมลมรั่วและปรับลดแรงดันแทบไม่ต้องลงทุน การทำ Air Audit จะช่วยจัดลำดับว่ามาตรการใดคุ้มค่าที่สุดก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการลดคาร์บอนจากระบบลมอัดนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง?
ใช้รายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO) ตอบแบบสอบถามด้านความยั่งยืนของลูกค้า และเป็นข้อมูลประกอบการขอสนับสนุนทางการเงินเพื่อการลงทุนลดคาร์บอนในอนาคต

เตรียมรับ ราคาคาร์บอน เริ่มจากสิ่งที่วัดได้วันนี้

COP31 คือสัญญาณว่าราคาคาร์บอนจะเข้มข้นขึ้นทั้งในระดับโลกและในประเทศ โรงงานที่เริ่มจากการวัดและลดการใช้พลังงานตั้งแต่วันนี้ จะได้ทั้งค่าไฟที่ลดลงทันทีและความพร้อมเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้

พรีเมี่ยม อิควิปเม้นท์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง ตัวแทนจำหน่าย Ingersoll Rand เพียงเจ้าเดียวในประเทศไทย ให้บริการ Air Audit ประเมินพลังงานและคาร์บอนจากระบบลมอัด พร้อมแนะนำเครื่องอัดอากาศ VSD ที่เหมาะกับการใช้งานจริงของโรงงาน

แหล่งอ้างอิง

รับชมวีดีโอเพิ่มเติมได้ที่ : Youtube Premium Equipment & Engineering

📌 สอบถามเพิ่มเติมที่::

📲 Line OA : @premiumpr หรือ https://lin.ee/7CPvfZf9

📞 Tel : (02) 919-8900

✉️ E-Mail : marketing@premium.co.th

🌏 WEBSITE :https://www.premium.co.th

⏰ เวลาทำงาน : จันทร์-ศุกร์ เวลา 08:30-17:30